ครีมกันแดดแบบไหนที่ไม่ควรเลือกซื้อมาใช้

ตอนนี้คนส่วนใหญ่เข้าใจถึงความสำคัญของการใช้ครีมกันแดดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อป้องกันมิให้ผิวดำ ผิวไหม ริ้วรอยก่อนวัย และโรคมะเร็งผิวหนัง การใช้ครีมกันแดดจึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งหนึ่งที่มักจะใช้กันผิดคือ ใช้ในปริมาณที่น้อยเกินไปทำให้ประสิทธิภาพในการกันรังสียูวีจากแสงอาทิตย์ลดลงเป็นอย่างมาก

เลือกซื้อครีมกันแดดยังไง

นอกจากปริมาณการใช้ที่น้อยเกินไปแล้ว ยังมีครีมกันแดดบางชนิดที่ไม่ควรใช้ เนื่องจากมีส่วนประกอบ (Ingredients) ที่อาจก่อความระคายเคืองต่อผิวหรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ครีมกันแดดที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นครีมกันแดดที่มีแนวโน้มว่าจะส่งผลเสียต่อผิวหนังและสุขภาพของคุณได้

ครีมกันแดดที่มีอนุพันวิตามินเอ

อนุพันวิตามินเอ อาทิ Retinol (เรตินอล), Retinyl palmitate เป็นส่วนผสมที่พบบ่อยในครีมกันแดด ซึ่งแพทย์ผิวหนังแสดงความกังวลว่ามันสามารถเพิ่มโอกาสของการพัฒนาไปเป็นเนื้องอกเมื่อได้รับการสัมผัสกับดวงอาทิตย์ เนืองจากพบถึงอุบัติการณ์ของมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นประมาณ 2% ต่อปีในเวลาหลายปีที่ผ่านมา

ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่า 50

หลายคนเข้าใจว่า ครีมกันแดดมีค่า SPF สูงเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้สามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ดีกว่าครีมกันแดดที่มีค่า SPF ต่ำ เท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่า SPF 50 แทบไม่ได้เพิ่มการปกป้องรังสียูวีได้ดีกว่าเดิมเลย

นอกจากนี้ค่า SPF ยังเป็นค่าที่แสดงความสามารถในการปกป้องรังสี UVB เท่านั้น โดยไม่ได้แสดงถึงความสามารถในการป้องกันรังสี UVA ซึ่งเป็นรังสีที่สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังได้ลึกถึงชั้นคอลลาเจน ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยก่อนวัย และยังเป็นรังสีที่สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้โดยตรง

มีคำกล่าวว่า การเลือกซื้อครีมกันแดด อย่าสนใจค่า SPF มาก เพราะครีมกันแดดทุกตัวย่อมมีค่า SPF ที่ป้องกันรังสี UVB ได้อยู่แล้ว แต่ครีมกันแดดบางตัวกลับปกป้องผิวจากรังสี UVA ไม่ได้ ได้ไม่ดี หรือไม่เสถียร

ครีมกันแดดที่ควรเลือกซื้อมาใช้ ควรสังเกตค่า PA ยิ่งมีค่าบวกมาก ยิ่งป้องกันรังสี UVA ได้ดี เช่น PA++++ หรือสังเกตค่า PPD ยิ่งมีค่ามาก ยิ่งป้องกันรังสี UVA ได้ดี เช่น PPD 50 เป็นต้น

ครีมกันแดดที่มี Oxybenzone

Oxybenzone เป็นสารกันแดดประเภทเคมี ซึ่งพบได้บ่อยในครีมกันแดดทั่วไป แต่สารกันแดดตัวนี้สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังและเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย นอกจากนี้ Oxybenzone ยังเป็นเป็นสารที่เลียนแบบฮอร์โมนเอสโตรเจนและสามารถก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์และฮอร์โมนในระยะยาว

ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Oxybenzone ยังก่อให้เกิดอาการแสบต่อผิวหนังที่บอบบาง หากท่านทาครีมกันแดดแล้วรู้สึกแสบทันทีที่ทา ให้คิดไว้ก่อนว่ามีสาร Oxybenzone  อยู่ ดังนั้น ผิวบอบบางควรหลีกเลี่ยงสารกันแดด Oxybenzone

ครีมกันแดดแบบแป้งและแบบสเปรย์ (Sprays)

แม้ครีมกันแดดที่อยู่ในรูปของแป้ง (เช่น แป้งทาหน้าที่มีส่วนผสมของสารกันแดด) หรืออยู่ในรูปของเปรย์ จะไม่ได้ก่อปัญหากับผิวหรือสุขภาพโดยตรง แต่ปัญหาอยู่ที่ลักษณะการใช้ครีมกันแดดเหล่านี้ เพราะเป็นการยากที่จะทราบว่าคุณจะใช้ไปในปริมาณที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ เช่น แป้งที่มีสารกันแดด หากทาในปริมาณมากก็อาจทำให้เกิดคราบหนาและไม่เรียบเนียน นอกจากนี้ครีมกันแดดแบบสเปรย์ก็มีความเป็นไปได้ของการสูดดมผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าไป ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

ครีมกันแดดที่ใส่สารป้องกันยุงและแมลง

แม้ในประเทศไทยจะไม่ค่อยพบครีมกันแดดที่ใส่สารป้องกันยุง/แมลงเท่าไร แต่ในต่างประเทศมีการผลิตครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารป้องกันยุง/แมลงมากมายหลายยี่ห้อ ซึ่งหากใช้เป็นระยะเวลานานก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ครีมกันแดดที่ใส่สารเหล่านี้ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง เนื่องจากการใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง จะต้องทาครีมกันแดดในปริมาณมาก เมื่อทาครีมกันแดดในปริมาณมากก็จะได้รับสารป้องกันยุง/แมลงในปริมาณมาก ดังนั้น การใช้ครีมกันแดดที่ใส่สารป้องกันยุง/แมลง จึงควรใช้เฉพาะโอกาสที่จำเป็นเท่านั้น

เพื่อที่จะลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนัง ริ้วรอยก่อนวัย ผิวไหม้ หรือผิวคล้ำจากรังสียูวี ก็ควรหันมาใช้ครีมกันแดด (และควรไม่มีส่วนผสมที่ระบุไว้ข้างต้น) แต่ก็ยังต้องตระหนักว่า ครีมกันแดดสามารถป้องกันผิวจากรังสียูวีได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ครีมกันแดดไม่สามารถป้องกันอันตรายจากแดงอาทิตย์ได้ 100% ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยอย่างแท้จริง ควรอยู่ในร่มเงา กางรม หรืออยู่ในอาคาร ระหว่างช่วงสายและช่วงบ่ายเพราะเป็นช่วงเวลาที่มีแสงแดดมากที่สุด และหากต้องการการปกป้องอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็ควรใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว นอกเหนือจากการทาครีมกันแดด

Posted under ความงาม